หลังการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 เมื่อ 18 กรกฎาคม 2550 เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรต่างๆ และเพื่อให้สามารถนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้อย่างถูกต้องตามกฏหมายจึงกำหนดให้องค์กร หรือสถานประกอบการที่มีคอมพิวเตอร์และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ (log file) เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิด
โดยตั้งแต่ 23 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมาถือเป็นวันแรกที่ผู้ประกอบการต่างๆ และหน่วยงานต่างๆ ที่เปิดให้ประชาชนและพนักงานเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้จะต้องดำเนินการจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่ผ่อนผันมาเป็นเวลา 1 ปี โดยองค์กรต่างๆ ต้องจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ที่สามารถระบุตัวบุคคลผู้เข้าใช้งานไม่ต่ำกว่า 90 วัน
หากไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามกฎหมาย ปรับไม่เกิน 500,000 บาท และหากเจ้าหน้าที่ขอเรียกดูข้อมูลแล้วไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่ง จะถูกปรับไม่เกิน 200,000 บาท และต่อเนื่องอีกวันละไม่เกิน 5,000 บาท จนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า หลังจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างสมบูรณ์ คาดว่าจะทำให้เกิดการลงทุนพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหากการบังคับใช้กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างเข้มงวด โดยมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูล จะส่งผลให้มีการลงทุนในระบบจัดเก็บข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 7-14% เมื่อเทียบกับมูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของภาคธุรกิจโดยรวมในปี 2550 ที่มีมูลค่าประมาณ 74,089 ล้านบาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.http://www.matichon.co.th/prachachat/prachachat.php?sectionid=0209&select_date=2008-09-04&status=&show=