ใครจะบอกว่าโลกไม่ร้อนขึ้นก็ไม่ได้ครับ เพราะนี่ปาเข้าไปตั้ง กลางเดือนธันวาคมแล้ว ร้อนแทบตับแตก ร้อนน้อยกว่าหน้าร้อนแค่ไม่กี่องศาเท่านั้น ดังนั้นแล้ว เราต้องมาช่วยๆ กันประหยัดไฟให้กับคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวี่ทุกวันนะครับ จะได้ช่วยโลกอีกทางหนึ่ง
คุณคงไม่รู้เลยนะครับว่า คุณใช้ค่าไฟไปกับคอมพิวเตอร์ของคุณเดือนนึง ปีนึงกันไปเท่าไหร่ เพราะการที่คุณเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ในช่วงพักกลางวัน ช่วงกลางคืนโหลด Bit กันสนั่นทั่วบ้านทั่วเมือง นั่นเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าที่แสนแพง เพราะแค่การประหยัดไฟที่เครื่องคอมพ์ของคุณ อาจจะช่วยประหยัดเงินให้คุณได้ถึงปีละกว่า
3,500 บาท เงินที่ประหยัดอาจจะถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายอย่างอื่น หรือแม้กระทั่งเก็บเงินไว้ซื้อคอมพ์ตัวใหม่ (ที่เร็วกว่าและประหยัดไฟกว่าเดิม) ก็ยังพอไหวเช่นกัน สำหรับผมแล้วประหยัดไฟได้ไม้แบดมินตันอันใหม่ปีละ 1 อันเลยครับ
แต่ถ้าจะพูดถึงเรื่องการประหยัดไฟแล้วละก็ ผมว่ายังไม่มีค่ายไหนชูคอนเซ็ปต์คอมพ์ประหยัดไฟ ออกสู่ท้องตลาดกันสักรายเลยนะครับ เพราะโดยปกติคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ จะกินไปอยู่ที่ประมาณ 150 ไปจนถึง 800 วัตต์เลยทีเดียว ในขณะที่ใช้งานอยู่ ส่วนหากเปิดทิ้งไว้เฉยๆ ก็กินไฟอยู่ที่ 50 ถึง 400 วัตต์ ดังนั้นหากเราต้องการตัวเลขการใช้ไฟที่แน่นอน ก็ต้องมีเครื่องวัดกำลังไฟฟ้าเลยครับ
โดยเราลองวัดปลั๊กที่เสียบกับคอมพิวเตอร์ที่มีสเปค
Pentium 4 3.4 กิกะเฮิร์ต แรม 1 กิกะไบต์ กราฟิกการ์ด 8X AGP มี Optical Drive และฮาร์ดดิสก์ 2 ลูก อยู่ภายใน พร้อมจอแอลซีดีขนาด 19 นิ้ว ซึ่งดูจากสเปคแล้ว ก็จะรู้ได้เลยว่า ไม่มีอะไรพิเศษครับ ก็แค่คอมพ์ธรรมดาๆ เครื่องนึง แต่คุณจะเห็นว่าเครื่องรุ่นนี้ มีการประหยัดไฟซ่อนเอาไว้อยู่ เพราะประหยัดได้มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าไฟได้ เพราะใช้ไฟอยู่ที่ประมาณ 195 วัตต์ ในขณะที่เปิดเครื่องไว้เฉยๆ แต่ไม่ได้ใช้งาน ไล่ไปจนถึง 305 วัตต์ ในขณะที่ซีพียูประมวลผลอยู่และกราฟิกการ์ดได้ถูกใช้งานเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าเฉลี่ยการใช้งานอยู่ที่ 250 วัตต์
ซึ่งตัวเลขที่แสดงไปเมื่อกี้นี้ เป็นตัวเลขการกินไฟที่น้อยมากๆ ครับ เมื่อเทียบกับการกินไฟของพวก
Dual Core หรือ Quad Core ทั้งหลาย เมื่อถูกใช้งานเต็มที่ ซึ่งอย่างน้อยๆ ก็กินไฟฟ้ามากกว่า 130 วัตต์เป็นอย่างต่ำ และยิ่งไปกว่านั้นการใช้กราฟิกการ์ดแบบเต็มที ก็สามารถกินไฟไปได้ถึง 200 วัตต์เลยทีเดียว ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมาก แม้ว่าชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง
Dual Core หรือ Quad Core จะมีระบบบริหารการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อมันไม่ถูกใช้งานเต็มที่ ซึ่งจะกินไฟน้อยกว่าเครื่องรุ่นก่อนๆ ซึ่งถ้าคุณยังใช้คอมพ์แบบเต็มที่แบบนี้ คุณต้องเสียเงินค่าไฟโดยไม่ใช่เรื่องไปถึง 7,000 บาทต่อปีเลยทีเดียว แต่เราเองสามารถที่จะปรับเปลี่ยนบางอย่างใน
Configuration Settings หรือใน Power Options เพื่อที่จะลดการกินไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊กให้น้อยลง
ในยามไม่ได้ใช้งานก็ประหยัดไฟได้
ในเครื่องพีซีรุ่นใหม่ๆ จะมีมาตรฐานในการบริหารจัดการการใช้กำลังไฟอยู่ที่เรียกว่า Advanced Configuration and Power Interface (ACPI) ซึ่งทำให้เจ้าพวกระบบการจัดการ, BIOS และฮาร์ดแวร์อื่นๆ สามารถทำงานได้ในขณะที่กินกำลังไฟน้อยกว่า ACPI นี้จะกำหนดการใช้งานกำลังไฟทั้งในยามใช้งาน และไม่ได้ใช้งาน ซึ่งตารางที่แนบมานี้แสดงถึงระดับต่างๆของการทำงานของ ACPI กับ Windows และ Vista ในโหมดต่างๆ ตามตัวอย่าง
คุณเองอาจจะเคยกำหนดให้เครื่องแลปทอปของคุณอยู่ในโหมด
Hibernate มาแล้วหลายร้อยครั้ง แต่คนทั่วไปกลับไม่สนใจ ที่จะใช้คำสั่งนี้กับเครื่องพีซีหรือโน้ตบุ๊กแต่อย่างใด (หรือใช้ไม่เป็นก็ไม่รู้เหมือนกันครับ) ซึ่งหากคุณดูจากตารางแล้ว เมื่อเครื่องอยู่ใน
ระดับ S3 ซึ่งคือโหมด Standby ในวินโดวส์เอ็กซ์พี หรือ Sleep ในวินโดวส์วิสต้า เครื่องคอมพ์จะกินไฟเกือบจะเท่าๆ กับการปิดเครื่องเลยครับ โดยที่ในระดับ S3 นี้เครื่องจะกินไฟอยู่ประมาณแค่ 10 วัตต์เท่านั้น หรืออาจจะน้อยกว่าด้วยซ้ำไป เมื่อไม่ถูกใช้เลย ถึงแม้ว่า บางเครื่องจะมีระบบที่กินไฟมากกว่าค่าเฉลี่ยของเครื่องอื่นๆ อยู่มาก ในขณะที่ถูกใช้งาน เป็นที่น่าเสียดายที่เครื่องพีซีส่วนมาก ที่เราเจอจะไม่ได้ถูกปรับแต่งค่าให้ใช้โหมดประหยัดพลังงานนี้ แล้วเมนบอร์ดเก่าๆ บางตัว หรืออุปกรณ์ภายในเครื่องประกอบบางเครื่อง ก็ไม่สามารถใช้งานได้ดีกับโหมดระดับ S3 นี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ ซาว์ดการ์ด เป็นต้น
การปรับแต่งการบริหารจัดการ การใช้กำลังไฟฟ้าในวินโดวส์เอ็กซ์พีหรือวิสต้านั้น ให้เราเปิดโปรแกรมเล็กๆ ตัวหนึ่งชื่อ
Power Options ใน Control Panel ซึ่งจะมีระดับที่เตรียมไว้ให้อยู่แล้วสามขั้นคือ
- Turn off monitor and/or hard disks only
- Standby/Sleep mode
- Hibernate mode
ซึ่งเจ้าตัว Hibernate นี้จะกินไฟน้อยที่สุด แต่มันก็จะใช้เวลานานที่สุดที่จะเปิดใช้โหมดนี้ หรือรีบูตเครื่องขึ้นมาใช้งานปกติ เพราะจะต้องคอยมาอ่านหรือเขียนเนื้อหาต่างๆ ของแรม หรือฮาร์ดดิสก์ (โดยจะใช้ไฟต์ที่ชื่อว่า
hiberfil.sys) โดยยิ่งเรามีแรมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งกินเวลามากเท่านั้น ในทางตรงกันข้ามโหมด Standby หรือ Sleep (S3) นี้ แม้ว่าจะกินกำลังไฟมากกว่า Hibernate แค่เล็กน้อย แต่มันก็ใช้เวลาน้อยมากหรือเกือบจะทันทีเลย ในการเข้าและออกจากโหมด Standby นี้ โดยที่ไม่ขึ้นกับจำนวนแรมที่เรามีอยู่
ส่วนการตั้งค่าใน BIOS ตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า
ACPI Suspend Type, ACPI Suspend State หรือตัวอื่นๆ บางตัวที่ใกล้เคียงกันนี้ จะบังคับระดับการใช้โหมด Sleep ระหว่างระดับ S1 ถึง S3 ในการใช้งานบนวินโดวส์ ซึ่งในหลายระบบจะตั้งค่าให้ใช้ S1 เอาไว้เลย ซึ่งจะทำให้ซีพียูและแรมยังคงใช้ไฟอยู่ ลองเข้าไปยัง BIOS ของคุณ แล้วไปที่เมนู Power Management แล้วลองเปลี่ยน ACPI ให้เป็นที่ S3 ดูซิ มันจะตัดไฟ ซีพียูและแรมให้กินไฟน้อยลงโดยทันที
นอกจากนั้น หากคุณดูที่รูป คุณก็จะเห็นการตั้งค่า
Phoenix/Award BIOS ให้ทำการ enable ทุกตัวที่เขียนไว้ว่า USB KB Wake-Up From S3 (คำอาจจะแตกต่างกันไปบ้างตามแต่ละเครื่อง แต่ความหมายใกล้เคียงกัน) แล้วไปตั้งให้ Power อยู่ที่ On ทุกคำสั่งที่ Anykey เพื่อให้คีย์บอร์ดและเมาส์ สามารถปลุกเครื่องพีซีจากโหมด standby ได้