ไอบีเอ็ม ระบุช่องว่างระหว่างสื่อรูปแบบเดิม-ใหม่ บีบธุรกิจสื่อและบันเทิงเร่งปรับตัวรับยุคดิจิทัล ชี้สถานีโทรทัศน์หลายแห่งของไทย เล็งปั้นรายได้ใหม่ผ่านเวบ และช่องทางดิจิทัล หลังเห็นผลการศึกษาระบุหนุนโอกาสเติบโตจาก 5% เป็น 23% ภายใน 3-5 ปี
นายศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย อีเมอร์จิ้ง โซลูชั่น บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า สถานีโทรทัศน์หลายแห่งในไทย เริ่มปรับตัวรับมือกับสื่อรูปแบบใหม่ๆ ที่จะเข้ามาชิงรายได้ค่าโฆษณาจากธุรกิจบรอดคาสติ้ง ซึ่งหลายรายเริ่มลงทุนปรับเปลี่ยนระบบการผลิตคอนเทนท์ ที่ใช้แพร่ภาพจากอนาล็อก ไปเป็นดิจิทัล รองรับโอกาสกระจายคอนเทนท์ และรายการเข้าถึงผู้บริภาคผ่านช่องทางอื่น นอกเหนือจากทีวี ได้แก่ เวบไซต์ บรอดแบนด์ โทรศัพท์มือถือ
ปัจจุบัน โมเดิร์นไนน์ทีวี จับมือกับสนุกดอทคอม เพื่อใช้เป็นช่องทางแพร่ภาพและเสียง ขณะที่สถานีโทรทัศน์สีช่อง 7 ก็เปิดตัวเวบไซต์ www.ch7.com อย่างเต็มตัว
เมื่อเทียบกับต่างประเทศ สถานีโทรทัศน์จะปรับตัวเร็วกว่าผู้ผลิตรายการ หรือเจ้าของคอนเทนท์ ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเพราะเผชิญปัจจัยคุกคามจากบริษัทสื่อสาร และบรอดแบนด์ ว่าจะมาแย่งคอนเทนท์ไป เพราะที่ผ่านมาสื่อสารบางค่าย ก็เริ่มเป็นเจ้าของคอนเทนท์เองแล้ว นายศุภกิจ กล่าว
ด้านตัวเลขการลงทุนของสถานีโทรทัศน์เพื่อรองรับยุคสื่อใหม่ แม้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขชัดเจน แต่เฉพาะการซื้อรถโอบีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับการถ่ายรายการ และตัดต่อเทปจากอนาล็อกเป็นดิจิทัล รองรับเทคโนโลยีทีวีความละเอียดสูง แต่ละสถานีก็ใช้งบเป็นตัวเลข 9 หลักแล้ว
นายสก็อต รัสเซล ผู้จัดการประจำประเทศไทย ไอบีเอ็ม โกลบอล บิสิเนส เซอร์วิส บริษัทเดียวกัน กล่าวว่า จากรายงานเรื่อง การจัดการช่องว่างระหว่างสื่อ : การสร้างสรรค์นวัตกรรมและปรับใช้รูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ระบุว่า สื่อรูปแบบใหม่จะมีอัตราเติบโตสะสม 23% ช่วงปี 2006-2010 ซึ่งเป็นตัวเลขการเติบโตที่มากกว่าสื่อรูปแบบดั้งเดิมเกือบ 5 เท่า
นอกจากนี้ ยังได้ประมาณการว่า ธุรกิจเพลงสูญเสียรายได้ไป 90,000-160,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล และอนาคต คาดว่าวงการโทรทัศน์และภาพยนตร์น่าจะสูญเสียรายได้มากกว่านี้อย่างแน่นอน หากบริษัทไม่มีแผนจัดการปัญหาช่องว่างระหว่างสื่อดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ได้ประเมินว่าความขัดแย้งกันระหว่างสื่อรูปแบบใหม่ และสื่อดั้งเดิม จะส่งผลกระทบถึงผู้ที่อยู่ในแวดวงนี้ ทั้งเจ้าของเนื้อหาสื่อดั้งเดิม ได้แก่ สตูดิโอ บริษัทผู้ผลิตเกมบริษัทผู้ผลิตเพลง และบริษัทผู้เผยแพร่สื่อ คือ สถานีโทรทัศน์ ผู้ค้ารายย่อย ผู้จัดจำหน่ายภาพยนตร์ ผู้ให้บริการเคเบิลและดาวเทียม ในยุคที่โลกของสื่อแบบใหม่เข้าถึงผู้บริโภควงกว้างได้อย่างรวดเร็ว
เขายกตัวอย่างของเวบไซต์ยูทูบ www.youtube.com ที่มียอดดาวน์โหลดถึงหลักร้อยล้านโหลดแล้ว คิดเป็นจำนวนพอๆ กับผู้ชมรายการยอดนิยม 4 อันดับแรกของสถานีโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ ไอพ็อด ก็มียอดดาวน์โหลดวิดีโอถึง 30 ล้านโหลด หลังวางตลาดได้ 9 เดือน
ทั้งนี้ จากพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป และเข้าถึงคอนเทนท์ผ่านช่องทางใหม่ๆ ดังกล่าว ทำให้ผู้ซื้อโฆษณา เริ่มมองหาช่องทางใหม่ๆ เข้าถึงผู้บริโภคนอกเหนือจากสื่อเดิมๆ เช่น ทีวี วิทยุ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า สื่อรูปแบบเดิมก็ยังสามารถเติบโตได้ต่อไป แต่อาจอยู่ในอัตราไม่สูงนัก ดังนั้นทางออกที่จะรับมือกับความท้าทายของสื่อใหม่ๆ ก็คือ การสร้างนวัตกรรมของรูปแบบธุรกิจ การลงทุนที่สอดคล้องกับโอกาสการเพิ่มรายได้ผ่านช่องทางใหม่ รวมถึงการจับมือเป็นพันธมิตรกัน ทั้งระหว่างสื่อใหม่และสื่อดั้งเดิม รวมถึงผู้ผลิตคอนเทนท์