จริงๆ เมล์นี้ ผมเคยได้รับมานานมากแล้วครับ แต่ตอนที่ได้รับในครั้งนั้น ไม่ได้สนใจอะไร ก็แค่อ่านๆ ไป เพราะผมไม่ได้ต้องการอะไร ที่เป็นรูปธรรมในชีวิตมากมายนัก ขอแค่แบบมีกินมีใช้ ล้วงกระเป๋าแล้วเจอเงิน หรือบุคคลในครอบครัวเดือนร้อน แล้วเราสามารถช่วยเหลือได้ ก็เพียงพอแล้ว เพราะ "ตายไปทุกอย่างก็เป็นศูนย์" อยู่ดี เอาอะไรติดตัวไปไม่ได้ นอกเสียจากความดี ที่เราสร้างเอาไว้
แต่พอได้รับเมล์ฉบับนี้ใหม่อีกรอบ กลับมาอ่านใหม่อีกครั้ง ก็นึกเอาไว้เลยว่า น่าจะเผยแพร่ออกไปให้บุคคลที่สนใจได้อ่านกันผ่าน Blog ของผม ก็น่าจะดีกว่าครับ ดีกว่าไปหาเรื่องราวอะไร ไร้สาระมาให้อ่าน เพราะอย่างน้อยๆ การอ่านอะไรที่เป็นประโยชน์ ก็ช่วยให้สมองของเราได้คิด ได้วิเคราะห์ ได้ทำความรู้จักกับสิ่งที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นการพัฒนาสมองไปในตัวด้วย จะได้ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์
เราลองมาดูวิธีคิดของฝรั่งท่านนี้ดูดีกว่าครับ กับ มาร์ติน วีลเลอร์ ว่าเค้ามองประเทศไทยเป็นอย่างใด
“คนไทยมีพระเจ้าอยู่หัว มีแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ มีศาสนาพุทธที่ดีมาก ทั้ง 3 อย่างนี้ พยายามรักษาเอาไว้ให้ได้” แค่คำพูดแรก ก็อึ้งแล้วครับ
คนไทยมีพระเจ้าแผ่นดินอย่าง ในหลวง ที่เราเคารพนับถือ ท่านเป็นผู้นำ เป็นแบบอย่างที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก พระองค์ท่านทำงานหนัก เพื่อช่วยให้คนคิดได้ ดั่งจะเห็นได้จากโครงการพระราชดำริ ที่มีอยู่อย่างมากมายภายใต้ผืนแผ่นดินไทย ถามว่า จะหากษัตริย์ได้สักกี่พระองค์ ที่จะทุ่มเทให้กับประชาชนของท่าน เทียบเท่ากับในหลวงของเรา
ความคิดของคนไทยกับฝรั่งบางทีมันก็ตรงกันข้ามกัน อย่างฝรั่งท่านนี้บอกเอาไว้ว่า
“มันเป็นเรื่องหน้าแปลก ที่ประเทศไทยคนยากจนมีหนี้สินเยอะ แต่ที่อังกฤษกลับเป็นคนรวยที่มีหนี้สิน คนจนไม่มีหนี้สิน เพราะไม่มีใครให้ยืมเงิน เพราะกลัวมีความเสี่ยงที่จะไม่มีปัญญาใช้เงินคืน เลยไม่มีสิทธิ์มีหนี้สิน เลยไม่สามารถนิยามได้ว่า จนกับรวย มันแตกต่างกันตรงไหน” น่าคิดน่ะครับ ถ้าสังเกตจากบ้านเราที่พยายามกระตุ้นยอดการใช้บัตรเครดิต เพื่อให้คนคิดว่า ยืมเงินมาใช้ก่อนจ่ายทีหลัง รูดไปรูดมาไม่มีปัญญาจ่าย บริษัทบัตรเครดิต ก็ชาร์จดอกเบี้ยสุดแสนจะโหด เค้าก็ได้กำไรจากตรงนี้นี่เอง แต่บางคนลืมนึกถึงเรื่องนี้ไป เพราะความอยากได้ มันมาบดบังความพอเพียงของเรา แล้วเราก็ต้องมานั่งเศร้าที่หลัง บ่นอุ๊บๆ ว่าไม่น่าใช้เลย
ฝรั่งท่านนี้ยังบอกอีกว่า
“คนไทยอยากมีผิวขาว ส่วนฝรั่งอยากมีผิวสีแทน” หรือ “คนไทยอยากได้อากาศเย็นๆ แต่ฝรั่งอยากได้อากาศร้อนๆ” มันก็คงธรรมดาแหละมั้งครับ ที่ความต้องการของคนเรามันไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเอง ไม่ได้พอใจกับสิ่งที่ตนมีอยู่ ยิ่งเดียวนี้กิเลสตัณหา มันมีเยอะซะด้วย เลยทำให้ความมีคุณธรรม ศีลธรรม ของคนลดลงไปมาก ไม่ได้หันมาพึ่งพาอาศัย ช่วยเหลือกันและกัน
เรื่องงานนี่ก็เหมือนกัน การมีงานทำยังไงก็มีเงินใช้ ไม่มีงานทำจะเอาเงินที่ไหนมาใช้ จริงมั๊ยครับ บางทีผมก็นึกหวนไปถึงคนที่ไม่มีงานทำมานานหลายเดือนว่า สรุปคือเค้าเลือกงานที่จะทำ หรือไม่เลือกงานแต่ไม่มีงานทำจริงๆ กันแน่ อันนี้ก็น่าคิดดีน่ะครับ
ฝรั่งท่านนี้ยังวิเคราะห์เรื่องจุดเด่นจุดด้อยของคนไทย เอาไว้แบบชวนคิดอีกด้วย
“ผมคิดว่า คนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจระบบทุนนิยม เห็นฝรั่งที่ไหนคิดว่ารวยหมด คิดว่าเป็นทุนนิยมแล้วจะมีเงิน ซึ่งเป็นจุดอ่อนของคนไทยมาก และที่สำคัญคนไทยสนใจแต่เมืองนอก ไม่ได้สนใจประเทศไทย สนใจคุยแต่ฝรั่ง แต่ไม่สนใจคุยกับชาวบ้าน นี่เป็นจุดอ่อนที่สำคัญครับ” ไม่คุยกับชาวบ้าน แล้วจะแก้ไขได้อย่างไรจริงมั๊ยครับ ฝรั่งที่ไหนมันจะเข้ามาแก้ไขปัญหาภายในประเทศให้เราได้ ยังไงก็ต้องเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ที่มีอยู่ไปแน่นอน 100%
ยังไงฝรั่งท่านนี้ก็ย้ำ จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของไทย ก็คือ
ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ดั่งความหมายที่อยู่ในธงไตรรงค์ ธงประจำชาติไทย นั่นเอง และที่สำคัญภาษาไทย เป็นภาษาที่มีเอกลักษณ์ ใช้กันประเทศเดียวในโลก ไปที่ไหนพูดไทย แทบจะไม่มีใครฟังออก ต้องมองว่าเป็นจุดแข็ง เพราะผมเคยได้ยินเรื่องเล่ามาว่า ตอนในหลวงท่านยังทรงพระเยาว์ ท่านสามารถตรัสภาษาไทยได้ แต่ไม่สามารถเขียนและอ่านได้ ท่านยังต้องทรงเรียนภาษาไทยให้คล่องแคล้วเลยครับ นับภาษาอะไรกับการที่คนไทย ทำมาเป็นพูดไทยไม่ชัด หลังจากออกนอกประเทศไปเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
ถ้าฝรั่งมาด่าผมว่า พูดอังกฤษไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง บางทีก็น่าจะย้อนถามกลับไปบ้างว่า คุณพูดได้กี่ภาษาล่ะ คุณพูดภาษาไทยได้เป็นภาษาที่สองหรือเปล่า เหมือนที่ผมพอจะสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จริงมั๊ยครับ อย่าลืมว่าเราเก่งกว่าน่ะครับ อย่าไปดูถูกตัวเองเด็ดขาด การเรียนภาษาที่สองที่สามได้เป็นเรื่องดีสำหรับตัวเอง แต่ห้ามลืมภาษาแม่ ภาษาไทยที่เป็นภาษาหลักเด็ดขาด เป็นมันสำคัญที่สุด
ขอบคุณข้อมูลจาก
www.chaiyo.com น่ะครับ สิ่งดีๆ แบบนี้ต้องช่วยกันเผยแพร่ และที่สำคัญต้องขอบคุณ นาย มาร์ติน วีลเลอร์ ฝรั่งผู้ดีชาวอังกฤษ ท่านนี้ด้วย ที่ช่วยกันเตือนสติครับ
นั่นแหละครับ ต้องกลับมาคิดถึงสัจธรรมชีวิตที่ว่า ปัจจัย 4 ที่อยู่ อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค หรืออย่างมากก็เพิ่มปัจจัย 5 เข้าไปอีกอย่างหนึ่ง คือ โทรศัพท์มือถือ ที่มีราคาไม่แพงจนเกินไป สามารถติดต่อกับบุคคลรอบข้าง รอบตัวได้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่คนส่วนใหญ่จะทำได้หรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่รู้ครับ เพราะผมก็คนหนึ่งที่ยังทำไม่ได้เหมือนกัน หรือถ้าทำได้ก็ไม่เต็มที่เท่าที่ควรจะเป็น
ก่อนจากกัน ผมแนะนำให้ลองเปิดฟังคลื่นวิทยุ
“แสงธรรมส่องชีวิต” FM 102.25 ครับ ของ
“พระครูปลัดธรรมนีติวัฒน์ หรือ พระอาจารย์สมชาติ ธมมโชโต” พระอาจารย์ที่ทางบ้านผมเคารพนับถืออยู่ ไปทำบุญใส่บาตรเป็นประจำทุกเดือน (ตื่นนอนตั้งแต่ตี 4 เผื่อไปให้ทันใส่บาตรตอนเช้าประมาณ 6 โมงหน่อยๆ) เพราะบางครั้งบางคราว คำสอนที่ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาเอาไว้ จะช่วยแก้ปัญหาให้ท่านได้ หรือลองเข้าเว็บไซต์นี้ได้เลยครับ
www.sangdhamsongchevit.com
แรกผมกะจะเขียน Blog ไปในทิศทางอื่นๆ แต่คิดไปคิดมา Blog ผมน่าจะเป็น Blog ที่รวบรวมสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในสังคม และในผืนแผ่นดินไทย ของพวกเรา นำมาเล่าสู่กันฟังดีกว่าครับ ฝากเนื้อฝากตัวไว้ด้วยน่ะครับ